รับซื้อ Paw! – หากคุณเป็นหนึ่งในนักสะสมงานดีไซเนอร์ทอยระดับไฮเอนด์ เชื่อว่าชื่อของ Paw! สิ่งมีชีวิตลูกผสมลิงและกระต่าย (Monkey-Rabbit) ผลงานระดับไอคอนิกของสตูดิโอ Coarse ย่อมเป็นหนึ่งในชิ้นงานที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ด้วยเอกลักษณ์การผสมผสานเหลี่ยมคมเรขาคณิตเข้ากับเส้นสายที่โค้งมนอย่างประณีต Paw! จึงไม่ได้เป็นเพียงของเล่นสำหรับตั้งโชว์ แต่ได้รับการยอมรับในฐานะงานประติมากรรมศิลปะร่วมสมัยที่มีเรื่องเล่าและความหมายลึกซึ้ง

หากกำลังศึกษาข้อมูลก่อนขาย Paw! สามารถดูแนวทางภาพรวมเรื่อง รับซื้ออาร์ตทอย เพื่อทำความเข้าใจการเตรียมรูป สภาพสินค้า กล่อง การ์ด และข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้การประเมินเบื้องต้นเป็นระบบมากขึ้น

สำหรับผู้ครอบครองผลงาน Paw! ที่กำลังพิจารณาส่งต่อสู่ตลาดมือสอง สิ่งสำคัญที่ควรทราบก่อนตัดสินใจคือ งานซีรีส์นี้มีความหลากหลายทั้งในแง่ของวัสดุ (ระหว่างงานไวนิลคุณภาพสูงกับงานหล่อเรซินแท้) ปีที่ผลิต จำนวนการผลิต (Run size) ตลอดจนอุปกรณ์และบรรจุภัณฑ์ที่มีผลต่อมูลค่าอย่างยิ่ง บทความนี้ได้รวบรวมประวัติความเป็นมาอย่างละเอียด พร้อมแนวทางการตรวจเช็กสภาพชิ้นงานจริง เพื่อให้คุณเตรียมความพร้อมก่อนนำมาประเมินราคาได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม


ประวัติและความเป็นมาของ Coarse และการถือกำเนิดของ "Paw!"

จุดเริ่มต้นของสตูดิโอ Coarse (ซึ่งเดิมมักใช้ชื่อว่า coarsetoys) เกิดขึ้นจากความหลงใหลในศิลปะและการสร้างสรรค์ของ มาร์ก ลันด์แวร์ (Mark Landwehr) ศิลปินชาวเยอรมัน ในช่วงปี 2002–2003 ณ เมืองฮันโนเวอร์ (Hannover) ประเทศเยอรมนี Landwehr เริ่มต้นการทำงานปั้นขึ้นรูปด้วยมือเพื่อคลายความเบื่อหน่ายจากวิถีชีวิตประจำวันท่ามกลางฤดูหนาวอันยาวนาน โดยหยิบยกแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ดและเซิร์ฟคัลเจอร์ของแถบแคลิฟอร์เนียใต้มาเป็นแกนหลัก ผลงานชุดแรกของเขาไปเตะตาแบรนด์รองเท้าระดับโลกอย่าง Vans จนเกิดโปรเจกต์ความร่วมมือที่เปิดประตูให้เขาก้าวเข้าสู่วงการ Art Toy อย่างเต็มตัว

ต่อมา Landwehr ได้ย้ายฐานการผลิตและทำงานไปที่ฮ่องกงเพื่อพัฒนางานหล่อและควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างใกล้ชิด และในปี 2008 สเวน วอชก์ (Sven Waschk) ศิลปินหนุ่มชาวเยอรมันได้เข้ามาร่วมงานด้วยอย่างเป็นทางการ ทั้งคู่จึงร่วมกันกำหนดทิศทางใหม่ให้กับ Coarse โดยเน้นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเชิงเล่าเรื่อง (Narrative-driven sculptures) ผ่านรูปทรงที่มีเหลี่ยมคมชัดเจน (Chiseled lines) ผสมผสานความอ่อนโยน เพื่อสะท้อนความเหงา ความเปราะบาง และมิตรภาพอันซับซ้อน ก่อนที่จะขยายสตูดิโอหลักไปที่ลอสแอนเจลิส (Los Angeles) สหรัฐอเมริกา ควบคู่กับสตูดิโอในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ในปี 2013

ในจักรวาลเรื่องเล่าของ Coarse ซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนสมมติอย่าง The Elastomer และทะเลทราย St. Creams คาแรกเตอร์ Paw! ได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะสิ่งมีชีวิตลูกผสม "Monkey-Rabbit" ที่มีลำตัวล่ำสันแข็งแกร่งแต่มีใบหูยาวสง่าของกระต่าย Paw! มีบทบาทสำคัญในชุดเรื่องเล่าชื่อดัง "False Friends" โดยมีคู่ตรงข้ามคือ noop (สิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ที่เกิดจากผลไม้) noop ปรารถนาที่จะมีเพื่อนและต้องการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย จึงเย็บชุดกระต่ายปลอมเพื่อแฝงตัวเป็น Paw! นำไปสู่การเล่าเรื่องความสัมพันธ์ที่เปราะบางบนพื้นฐานของการหลอกลวงและความกลัวการสูญเสียตัวตน ซึ่งกลายมาเป็นลายเซ็นทางปรัชญาที่ทำให้นักสะสมทั่วโลกต่างหลงใหล


จุดเด่นและประเภทสินค้า: แยกความต่างระหว่างงานเรซิน (Resin) และไวนิล (Vinyl)

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยในการประเมินรับซื้อคือความแตกต่างด้านวัสดุ เนื่องจากเทคนิคการผลิตของสตูดิโอ Coarse มีความประณีตสูงมาก ชิ้นงานไวนิลสะสมจำนวนมากมีผิวด้าน (Matte finish) ที่เรียบเนียน ละเอียด จนผู้สะสมหลายท่านมักเรียกเหมารวมว่า "งานเรซิน" ดังนั้น ผู้ขายควรทำความเข้าใจการจำแนกประเภทงาน Paw! ดังนี้:

1. งาน Original Resin และ Limited Resin Editions

  • Original Sculptures (Hand-painted Resin): งานประติมากรรมต้นฉบับที่สร้างขึ้นสำหรับจัดแสดงในแกลเลอรีหรือนิทรรศการศิลปะ ผลิตในจำนวนจำกัดอย่างยิ่ง (มักอยู่ในช่วง 1 ถึง 10 ชิ้นทั่วโลก) มีน้ำหนักมาก ชิ้นงานหล่อจากเรซินตันหรือเรซินเกรดพรีเมียม และมักผสานวัสดุไม้หรือโลหะ
  • Limited Resin Editions: ชิ้นงานหล่อเรซินพิเศษที่เปิดจำหน่ายแก่นักสะสมในจำนวนจำกัด เช่น False Friends in Pain 13" Resin sculpture set (ผลิตในปี 2010 จำนวน 88 ชุด) งานประเภทนี้มีมูลค่าสะสมในระดับ Fine Art และต้องอาศัยการดูแลรักษาความชื้นและอุณหภูมิอย่างเข้มงวด

2. งาน High-End Vinyl Replicas

ผลงานส่วนใหญ่ของ Paw! ที่หมุนเวียนในตลาดนักสะสมคือชิ้นงาน Vinyl Sculpture ขนาด 12 ถึง 15 นิ้ว แม้จะเป็นวัสดุไวนิล แต่งานของ Coarse ได้รับการขึ้นรูปด้วยความแม่นยำสูง มีความหนา แข็งแรง และพ่นสีแมตต์พิเศษที่ให้สัมผัสคล้ายกับงานหินหรือเรซินชั้นดี ชิ้นงานเหล่านี้ผลิตในจำนวนจำกัด (Run size โดยเฉลี่ยประมาณ 50 ถึง 300 ชิ้นต่อรุ่น) และมักมาพร้อมบรรจุภัณฑ์กล่องไม้หรือกล่องพิมพ์ลายแบบเฉพาะตัว

ไทม์ไลน์รุ่นสำคัญของ Paw! ที่บันทึกไว้ในประวัติผลงาน

ปีที่เปิดตัว ชื่อรุ่น / เอดิชัน วัสดุและขนาด จำนวนการผลิต (Run Size)
2008 Paw! Rainbow & Paw! Blackout (งาน SDCC 2008) 12" Vinyl Sculpture สีละ 200 ชิ้น
2009 Paw! Pain & Paw! Milky Bliss 12" Vinyl Sculpture 200 ชิ้น (Pain เป็นสีซิกเนเจอร์ เทา-แดง)
2009 Paw! Spectrum Version (SDCC 2009) 12" Vinyl (กล่อง Banana-Carrot) 50 ชิ้น (Artists Edition)
2009 False Friends (Colossal Paw! 13" คู่กับ noop) Vinyl Sculpture ในกล่องไม้ 200 ชุด
2010 False Friends in Pain 13" Resin Sculpture Set 88 ชุด
2010 Eyes of Fear (Paw! Busts) Fibreglass Busts (ไฟเบอร์กลาสครึ่งตัว) 200 ชิ้น
2011 Paw! Raw (สีขาวล้วน ผิวแมตต์) 12" Vinyl Sculpture ผลิตจำกัดสำหรับสะสมดิบหรือ Custom
2012 Paw! Blush [Collection Selim Varol] Vinyl Sculpture บรรจุในกล่องไม้ 2 x 77 ชิ้น
2016 False Friends – Reignited Vinyl (Glow in the Dark / เรืองแสง) รุ่นฉลองครบรอบซีรีส์
2019 – ปัจจุบัน Paw! Apex (10th Anniversary), Meltdown, Burnout 12" - 15" Vinyl Sculpture Apex ผลิต 299 ชิ้น / รุ่นใหม่ตามซีรีส์

สามารถศึกษาข้อมูลผลงานและนิทรรศการย้อนหลังเพิ่มเติมได้ที่คลังประวัติของ Coarse Gallery และสำรวจรีวิวงานสะสมยุคแรกได้ที่ Hypebeast


ตลาดมือสองและปัจจัยประเมินมูลค่าในการรับซื้อ Paw!

ในการประเมินรับซื้อชิ้นงานศิลปะของ Coarse มูลค่าของ Paw! แต่ละชิ้นไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับ สภาพความสมบูรณ์ของชิ้นงานและแพ็กเกจจิ้งดั้งเดิม เป็นหลัก เนื่องจากนักสะสมในกลุ่ม Blue-chip Art Toy มีมาตรฐานการสะสมที่ละเอียดอ่อนมาก โดยมีจุดที่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดดังต่อไปนี้:

1. การตรวจสภาพพื้นผิวและเนื้อวัสดุ (Surface & Material)

  • อาการเหลืองและการเปลี่ยนสี (Yellowing & Discoloration): เรซินและสารเคลือบผิวสัมผัสแมตต์มีความไวต่อรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และความร้อน รุ่นที่มีโทนสีขาวหรือสีสว่าง เช่น Paw! Raw, Milky Bliss หรือ Blush มีโอกาสเกิดคราบเหลืองตามกาลเวลา หากชิ้นงานสัมผัสแสงแดดโดยตรงหรือวางโชว์ในห้องที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งอาการนี้ไม่สามารถเช็ดออกได้และส่งผลต่อราคาประเมินโดยตรง
  • รอยเสียดสีและสะกิดตามมุมเหลี่ยม (Paint Rub & Edge Chipping): ด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์ที่มี "ขอบตัดและเหลี่ยมคม" จุดที่มักได้รับความเสียหายจากการจับถือหรือการเคลื่อนย้ายคือ สันจมูก โหนกแก้ม ปลายหู ปลายนิ้วมือ และขอบฐาน หากมีรอยสีหลุดลอกหรือรอยสะกิดขาว มูลค่าจะลดลงตามระดับความรุนแรง
  • ความเหนียวเยิ้มของสารเคมี (Plasticizer Stickiness): สภาพอากาศร้อนชื้นในประเทศไทยอาจส่งผลให้พลาสติกไซเซอร์ในชิ้นงานไวนิลที่ถูกเก็บในกล่องทึบนานๆ โดยไม่เปิดระบายอากาศ ระเหิดออกมาเกาะเป็นคราบเหนียวบนผิวงาน
  • รอยแตกร้าวและการซ่อมแซม (Structural Cracks & Repairs): สำหรับงานเรซินแท้ มีความเปราะสูงและรับแรงกระแทกได้น้อย ช่างประเมินจะใช้ไฟส่องตรวจบริเวณโคนหูและรอยต่อ เพื่อดูว่าเคยมีการหักแล้วติดกาวซ่อมแซมหรือไม่

2. ความสมบูรณ์ของกล่องและอุปกรณ์เสริม (Packaging & Accessories)

แบรนด์ Coarse ให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์เทียบเท่ากับตัวผลงานศิลปะ การมีอุปกรณ์ครบถ้วนถือเป็นปัจจัยชี้ขาดของราคาประเมิน:

  • กล่องไม้แฮนด์เมด (Handcrafted Wooden Box): รุ่นสำคัญอย่าง False Friends (2009) และ Paw! Blush มาพร้อมกล่องไม้ที่ผลิตด้วยมือ กล่องต้องอยู่ในสภาพดี ไม่บวมน้ำ ไม่มีรอยปลวกกินหรือรอยแตกร้าว และต้องมีที่จับทรงจมูก (Nose handle) รวมถึงสายรัดยางยืดดั้งเดิมในสภาพไม่ย้วยขาด
  • สภาพโฟมและฟองน้ำกันกระแทก (Custom Sponge Inlay): โฟมสีขาวที่ขึ้นรูปตามสรีระของ Paw! ตามอายุการใช้งานอาจเกิดการเสื่อมสภาพ (โฟมกรอบ ละลาย หรือเป็นผง) หากโฟมเริ่มละลาย ต้องระวังไม่ให้สารเคมีจากโฟมติดเนื้อสีของโมเดล
  • หมอนปักหมายเลขและอุปกรณ์ประจำชุด (Cotton Pillows): ในชุด False Friends ต้องมีหมอนผ้าฝ้ายครบทั้ง 2 ใบ พร้อมการปักหมายเลข Running Number ที่ตรงกัน
  • การ์ดและใบรับรอง (COA / Family & Friends Card): เอกสารยืนยันหมายเลขประจำชิ้นงานและสูจิบัตรที่แนบมาในกล่อง ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ในการส่งต่อ
  • กล่องลูกฟูกด้านนอก (Brown Shipper Box): กล่องกระดาษสีน้ำตาลที่มีสกรีนรหัสรุ่นตรงกับกล่องด้านใน เป็นองค์ประกอบที่นักสะสมสาย CIB (Complete in Box) ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

3. แนวโน้มตลาดและ Demand จากอดีตสู่ปัจจุบัน

ในช่วงปี 2008–2012 กระแสของ Coarse เติบโตถึงขีดสุดในฐานะผลงานระดับบนที่มีการแย่งชิงสิทธิ์การซื้อภายในไม่กี่นาที ในปัจจุบัน แม้ตลาด Art Toy ทั่วไปจะหันไปทางกระแส Blind Box แต่กลุ่มผู้สะสมงาน Coarse และคาแรกเตอร์ Paw! ได้เปลี่ยนผ่านสู่สถานะ "ของสะสมระดับพรีเมียม (Blue-Chip Designer Toys)" ตลาดมีความนิ่งขึ้น ผู้ซื้อในปัจจุบันเน้นความสมบูรณ์แบบของชิ้นงานและประวัติความแท้จริง ดังนั้น ชิ้นงานที่รักษาสภาพได้เหมือนใหม่และมีอุปกรณ์ครบชุด จึงยังคงเป็นที่ต้องการของนักสะสมทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง


วิธีเช็กของแท้และความครบเท่าที่ข้อมูลรองรับ

เนื่องจากผลงานของ Coarse มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการ จึงมีข้อควรระวังในการตรวจสอบความแท้จริงและการดัดแปลงชิ้นงาน ดังนี้:

  1. ตรวจสอบตราประทับใต้ฐาน (Maker Stamps): ชิ้นงานแท้ของ Paw! จะมีรอยปั๊มลึกลิขสิทธิ์ชัดเจนใต้ฝ่าเท้าหรือใต้ฐาน ระบุชื่อสตูดิโอ coarse รายละเอียดลิขสิทธิ์ และประเทศผู้ผลิต ตัวอักษรต้องคมชัด ไม่เบลอหรือตื้นเขิน
  2. การแยกงาน Custom ออกจาก Official Edition: ในปี 2011 Coarse ได้เปิดตัวโมเดล Paw! Raw ซึ่งเป็นตัวสีขาวล้วนออกมา เพื่อเปิดโอกาสให้นักสะสมหรือศิลปินนำไปเพนต์สร้างสรรค์ต่อ (Custom Work) ทำให้ในตลาดมี Paw! ลวดลายแปลกตาจำนวนมาก ผู้ขายต้องแจ้งข้อมูลตามจริงว่าเป็นงานรุ่น Official ที่ออกโดยสตูดิโอ หรือเป็นงาน Custom ฝีมือศิลปินภายนอก เนื่องจากราคาและการประเมินรับซื้อมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
  3. รายละเอียดความประณีตของเหลี่ยมมุม (Chiseled Finishing): ผลงานแท้จะมีความแม่นยำสูงมาก รอยเชื่อมประกบชิ้นงาน (Seam lines) จะถูกเก็บงานอย่างแนบเนียน ไม่มีเศษครีบพลาสติกหรือรอยหล่อที่หยาบกร้าน

วิธีเตรียมผลงาน Paw! ก่อนส่งประเมินราคาเพื่อขาย

หากคุณต้องการนำผลงาน Paw! มาส่งต่อหรือประเมินราคา การเตรียมตัวอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ขั้นตอนการประเมินดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและแม่นยำ:

  • การทำความสะอาดเบื้องต้น: ใช้แปรงขนกระรอกหรือแปรงแต่งหน้าขนนุ่มปัดฝุ่นตามซอกหลืบและเหลี่ยมมุมอย่างเบามือ ห้ามใช้แอลกอฮอล์ ทินเนอร์ หรือน้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนเด็ดขาด เพราะสารเคมีเหล่านี้จะทำลายสารเคลือบผิวด้าน (Matte) ของ Coarse ทำให้เกิดรอยด่างถาวร
  • การถ่ายรูปเพื่อส่งประเมิน: ควรถ่ายภาพในพื้นที่ที่มีแสงสว่างธรรมชาติสม่ำเสมอ โดยมีมุมมองที่จำเป็น ได้แก่:
    • ภาพรวมทั้งตัวจากด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง
    • ภาพโคลสอัปบริเวณจุดเสี่ยง เช่น ปลายหูทั้งสองข้าง โหนกแก้ม และปลายจมูก
    • ภาพใต้ฝ่าเท้าที่มีรอยปั๊มลิขสิทธิ์
    • ภาพกล่องบรรจุภัณฑ์ กล่องไม้ โฟมกันกระแทก การ์ดรับรอง และหมอนปัก (ถ้ามี)
    • หากมีจุดตำหนิ รอยสะกิด หรือคราบเหลือง ให้ถ่ายภาพระยะใกล้แจ้งผู้ประเมินอย่างโปร่งใส
  • การแพ็กเพื่อความปลอดภัย: หากต้องเคลื่อนย้าย ควรบรรจุชิ้นงานลงในช่องโฟมเดิมอย่างระมัดระวัง ไม่ควรให้ชิ้นงานสัมผัสกันเองโดยตรงเพื่อป้องกันการเกิดรอย Paint Rub ตามเหลี่ยมคม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. Paw! เป็นงานเรซินหรือไวนิลกันแน่?

ผลงาน Paw! มีทั้งสองประเภท ชิ้นงานส่วนใหญ่ที่วางจำหน่ายในตลาดทั่วไป (เช่น ไซส์ 12 นิ้ว รุ่น Rainbow, Pain, Raw, Apex) คือ Vinyl Sculpture คุณภาพสูงที่ขัดผิวแมตต์อย่างละเอียด ส่วนงาน Resin แท้จะเป็นรุ่นพิเศษที่มีการระบุอย่างชัดเจน เช่น False Friends in Pain 13" Resin sculpture set (ผลิต 88 ชุดในปี 2010) รวมถึงงานประติมากรรมต้นฉบับที่จัดแสดงในแกลเลอรี

2. หากโฟมในกล่องเดิมเริ่มกรอบหรือเหนียวติดผิวโมเดล ควรแก้ไขอย่างไร?

หากพบว่าโฟมเริ่มเสื่อมสภาพ ควรรีบนำชิ้นงานออกจากกล่องทันทีเพื่อไม่ให้คราบสารเคมีติดลงบนผิวสีอย่างถาวร ห้ามดึงหรือขูดเนื้อโฟมที่ติดอยู่ออกด้วยแรง ให้ใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด และถ่ายภาพสภาพจริงแจ้งผู้รับซื้อโดยตรง ไม่ควรพยายามขัดล้างด้วยน้ำยาเคมีใดๆ ก่อนปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

3. ตัวโมเดลมีรอยสะกิดตามมุมหรือเริ่มมีคราบเหลือง ยังสามารถส่งประเมินได้ไหม?

ยังสามารถส่งประเมินได้ตามปกติ ทางผู้รับซื้อจะพิจารณามูลค่าตามระดับความสมบูรณ์ที่แท้จริงของชิ้นงาน แม้ว่าสภาพที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้ราคาลดทอนลงไปบ้างตามกลไกตลาด แต่ความหายากของ Edition และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่ยังอยู่ครบก็ยังมีบทบาทสำคัญในการประเมิน

4. ทำไมกล่องไม้และอุปกรณ์อย่างหมอนปักจึงส่งผลต่อราคาประเมินอย่างมาก?

เนื่องจาก Coarse ออกแบบบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ทุกชิ้นให้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าและผลงานศิลปะ (เช่น กล่องไม้พร้อมตัวล็อกรูปจมูก และหมอนปักรันนิ่งนัมเบอร์ตรงรุ่น) ในหมู่นักสะสมงานระดับไฮเอนด์ ชิ้นงานที่มีอุปกรณ์ครบชุด (Complete in Box) จะได้รับการประเมินมูลค่าสูงกว่าชิ้นงานที่มีเฉพาะตัวโมเดลอย่างมีนัยสำคัญ


สรุปแนวทางการส่งต่อผลงาน Paw! สู่มือนักสะสมคนถัดไป

Paw! จาก Coarse เป็นผลงานที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์ของวงการ Art Toy ยุคบุกเบิก การประเมินรับซื้อจึงต้องอาศัยความเข้าใจทั้งในเรื่องประวัติของแต่ละ Edition ความแตกต่างของวัสดุเรซินและไวนิล ตลอดจนการตรวจสอบสภาพอย่างรอบคอบ ไม่ว่าคุณจะมีรุ่นคลาสสิกปี 2008 หรือรุ่นพิเศษอย่าง False Friends การตรวจเช็กความสมบูรณ์ของเหลี่ยมมุมและอุปกรณ์ดั้งเดิมให้ครบถ้วน จะช่วยให้การส่งต่อผลงานชิ้นเอกของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับความคุ้มค่าตามมูลค่าสะสมจริง